BACK TO THE FUTURE แด่ท่วงทำนองอันแสนคุ้นเคยที่กลับมาได้อย่างเร่าร้อนกว่าที่เป็นมา

0
219

สำหรับสาวน้อยมหัศจรรย์ Dua Lipa แล้ว เราขอสารภาพตามตรงว่าเราเองก็แอบติดตามเธอมาตั้งแต่ซิงเกิ้ลแรก “New Love” ในปี 2015 ซึ่งก็ไม่คิดว่าจะโด่งดังได้ขนาดนี้ แต่ด้วยความสามารถเสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์และงานพีอาร์ที่เข้มข้น ก็ช่วยส่งให้เธอกลายเป็นดาวเด่นดวงใหม่ได้อย่างไม่ยากเย็น

เจ้าตัวเคยให้สัมภาษณ์จำกัดความอัลบั้มใหม่นี้ไว้ว่าอยากให้อยู่เหนือกาลเวลาและสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิงได้อย่างที่ Fergie เคยทำไว้กับ The Duchess หรืออย่าง M!ssundaztood ของ P!nk และนี่คือผลผลิตของคำจำกัดความนั้นกับสตูดิโออัลบั้มลำดับที่สองของเธอ “Future Nostalgia”

Future Nostalgia เปิดตัวด้วยซิงเกิ้ลแรก “Don’t Start Now” ที่ถูกปล่อยเรียกน้ำย่อยมาก่อนตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมของปีที่แล้วด้วยตัวเพลงสไตล์ดิสโก้ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายฟังก์ ความพิเศษของเพลงนี้คือท่อนฮุกที่แสนคุ้นเคย ต่อให้คุณเคยได้ฟังเพียงแค่ครั้งเดียวก็สามารถฮัมท่อนฮุกได้ตลอดทั้งวันแน่นอน บวกกับเนื้อหาที่เชิญชวนให้ move on ออกจากความรักครั้งเก่าที่แสนเจ็บปวดด้วยความเฉิดฉายด้วยแล้วยิ่งทำให้เพลงนี้ฮิตขึ้นไปได้อีกเท่าตัวทีเดียวต่อด้วยซิงเกิ้ลเปิดตัวชื่ออัลบั้ม “Future Nostalgia” ที่เป็นการผสมผสานระหว่างซาวด์แบบ futuristic และ synthesizer ที่แสนเก่าแก่และคุ้นหูได้อย่างลงตัว ยังไม่ทันจะหายเหนื่อยก็มาต่อด้วยซิงเกิ้ลที่สาม “Physical” ที่จะชวนให้เราได้เต้นตามด้วยสเต็ปที่เซ็กซี่เร้าใจยิ่งกว่าเดิม โดยหยิบเอาจังหวะเพลง Xanadu ของ Olivia Newton-John มาตีความให้สดใหม่ และยังมีมิวสิควิดีโอเวอร์ชั่น Let’s Get Physical Work Out มาสอนเต้นแอโรบิคให้เราได้ขยับร่างกายไปกับเธออีกด้วยการหยิบจังหวะแซมเปิ้ลของเพลงฮิตจากในยุค 70s – 90s น่าจะเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ของ Future Nostalgia เลยก็ว่าได้เพราะยังมีเพลงรักอย่าง “Love Again” ที่หยิบเอา Your Woman จาก White Town และ “Break My Heart” ที่หยิบเอาท่อนเบสจาก Need You Tonight ของวงนิวเวฟสุดฮิตอย่าง INXS มาเล่นแร่แปรธาตุ ใส่ค่าความร่วมสมัย ความสนุกสนานปนเซ็กซี่เพิ่มลงไป และสำหรับ “Levitating”, “Love Again” และ “Hallucinate” ก็นับเป็นแทรคโดดเด่นที่ไม่ควรพลาดด้วยส่วนผสมของงานดนตรีที่กล่าวไปข้างต้นออกมาเป็นเพลงอิเล็กทรอนิกส์แด๊นซ์ป๊อปที่ชวนให้เรานึกถึงเพลงจาก Madonna, Kylie Minogue, Blondie, Moloko หรือ Gloria Gaynor ในภาคที่สดใหม่กว่าที่เคย และ “Good in Bed” เพลงที่ส่งบอกความเป็นตัวตนอันแตกต่างและตรงไปตรงมาของ Dua ให้โลกได้รับรู้ว่าเธอไม่ใช่สักแต่ว่าจะทำเพลงเปรี้ยว เข็ดฟัน ชวนออกมาเต้นรำแบบไม่สนใจอะไร แต่นี่คือพื้นที่ของเธอที่บอกเล่าความรู้สึกนึกคิดในใจแบบไม่ต้องเสแสร้งอีกต่อไป

อัลบั้มนี้ยังได้นักแต่งเพลงและโปรดิวเซอร์มือทองทั้ง Jeff Bhasker ผู้อยู่เบื้องหลังเพลงฮิตของ Kanye West อย่าง All of the Lights และ Uptown Funk ของ Mark Ronson, โปรดิวเซอร์คู่บุญของ Selena Gomez และ Justin Bieber อย่าง Ian Kirkpatrick, Stuart Price มือดีของศิลปินในตำนานทั้ง David Bowie, Madonna, Kylie Minogue, Pet Shop Boys, Gwen Stefani และอีกมากมาย และ The Monsters & Strangerz ที่เคยร่วมงานกับ Dua ในเพลง Genesis มาแล้วและอาร์ตเวิร์คที่ถูกรังสรรค์โดย Hugo Comte ช่างภาพแฟชั่นแถวหน้า ด้วยการดีไซน์คอมโพสิชั่นแบบ Tableau Vivant ที่เหมือนว่ากำลังเคลื่อนไหวร่างกายอยู่ตลอดเวลา บนปกอัลบั้มและเซ็ทแฟชั่นด้านใน ช่วยเสริมให้อัลบั้มนี้มีความเป็นไซไฟ เรโทรล้ำอนาคตและสนุกขึ้นอีกเป็นกอง

ด้วยพลังแบบ Female Alpha อันชัดเจนของเธอและพัฒนาการที่ไม่เคยแผ่วลงของ Dua Lipa ทำให้อัลบั้มนี้เป็นอีกหนึ่งอัลบั้มที่คู่ควรแก่การหามาฟังให้เราได้หลงมิติกลับไปในช่วงเวลาอันเฟื่องฟูของดนตรีเต้นรำและไนท์คลับอย่าง Studio 54 ให้เราได้ปลดเปลื้องเรื่องราวอันแสนตึงเครียดและได้พักเบรกจากสถานการณ์บ้านเมืองในช่วงนี้กันได้บ้าง

ฟัง Future Nostalgia บน #Sportify

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here